คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ
ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้กำหนดเสรีภาพของประชาชนไว้มากมายหลายมาตรา อาทิ เสรีภาพส่วนบุคคล (มาตรา 32-38) เสรีภาพในการประกอบอาชีพ (มาตรา 43-44) เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน (มาตรา 45-48) เสรีภาพในการศึกษา (มาตรา 49-50) เป็นต้น
แต่เสรีภาพที่ผู้เขียนจะกล่าวต่อไปในที่นี้คือ เสรีภาพในการชุมนุม ที่เรียกว่า Freedom of assembly ว่าแท้จริงแล้ว เสรีภาพดังกล่าวหมายถึงอะไร ในต่างประเทศได้มีการให้ความคุ้มครองหรือไม่ และมีความคล้ายคลึงกับประเทศไทยอย่างไร นอกจากนี้ยังมีประเด็นน่าคิดอีกว่า เสรีภาพในการชุมนุมดังกล่าว ถือเป็นเอกสิทธิ์ของประชาชนที่รัฐจะแตะต้องไม่ได้หรือไม่ หรือเป็นเพียงเสรีภาพอย่างหนึ่งที่รัฐเองสามารถที่จะก้าวล่วงเข้ามาจำกัดเสรีภาพในรูปแบบนี้ได้ บทความของผู้เขียนที่จะกล่าวต่อไปนี้ อาจจะตอบโจทย์คำถามที่ตั้งขึ้นได้พอสมควร อย่างน้อยก็เป็นแนวทางหนึ่งในการค้นหาความรู้ในเรื่องเสรีภาพในการชุมนุม (Freedom of assembly) ตามรัฐธรรมนูญ
1.หลักพื้นฐานเกี่ยวกับเสรีภาพ
แซลมอลด์ (Salmond) ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า “เสรีภาพ” (Liberty) ไว้ว่า หมายถึง ประโยชน์ซึ่งบุคคลได้มาโดยปราศจากหน้าที่ในทางกฎหมายใดๆ ต่อตนเอง เป็นสิ่งที่บุคคลอาจทำได้โดยจะไม่ถูกป้องกันขัดขวางโดยกฎหมาย และเป็นประโยชน์ที่บุคคลจะกระทำการใดๆ ได้ตามใจชอบ โดยข่ายแห่งเสรีภาพตามกฎหมายที่ได้แก่ ข่ายแห่งกิจกรรม ซึ่งภายในแห่งข่ายกฎหมายนี้ปล่อยให้บุคคลใดๆ กระทำการไปโดยลำพัง
Black’s Law Dictionary ได้ให้ความหมายของคำว่า “เสรีภาพ” (Freedom) ว่าหมายถึง การที่รัฐให้ความเป็นอิสระที่จะทำการใดๆ ได้ โดยเฉพาะสิทธิทางการเมือง (Political Right)
รศ.ดร.วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ เห็นว่า “เสรีภาพ” หมายถึง สภาพการณ์ที่บุคคลมีอิสระในการที่จะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามความประสงค์ของตน
ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม เห็นว่า “เสรีภาพ” หมายถึง สิ่งที่บุคคลกระทำการได้ โดยจะไม่ถูกป้องกันขัดขวางตามกฎหมาย
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ได้ให้ความหมายของคำว่า “เสรีภาพ” ไว้ว่า ความสามารถที่จะกระทำการใดๆ ได้ตามที่ตนปรารถนา โดยไม่มีอุปสรรคขัดขวาง เช่น เสรีภาพในการพูด เสรีภาพในการนับถือศาสนา ความมีสิทธิที่จะทำจะพูดโดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น
ดังนั้น โดยภาพรวมอาจกล่าวได้ว่า “เสรีภาพ” หมายถึง อำนาจ ตัดสินใจด้วยตนเองที่จะกระทำการหรือไม่กระทำการสิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยต้องคำนึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ของสังคมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น
2.ความหมายของคำว่า “เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ” (Freedom of peaceful assembly)
ศ.ดร.หยุด แสงอุทัย อธิบายว่า หมายถึง เสรีภาพที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตย เพราะบุคคลจะต้องมาพบปะเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม จึงจะสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งและสิทธิในทางการเมืองได้ถูกต้อง
Black’s Law Dictionary ได้ให้ความหมายไว้ว่า คือ สิทธิที่รัฐธรรมนูญได้รับรอง (Guarantee) ในการที่จะให้ประชาชนได้ชุมนุมและแสดงออกโดยสงบ ดังเช่น เรื่องศาสนา การเมือง หรือความไม่พอใจในเรื่องอื่นๆ
นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งการชุมนุมสาธารณะ (Public meeting) ออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1.การชุมนุมอยู่กับที่ (Assembly) คือ การที่ประชาชนมาชุมนุมรวมกันเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมือง หรือเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากรัฐโดยมาชุมนุมกันในที่สาธารณะ ในสวนสาธารณะ โดยเป็นการชุมนุมอยู่กับที่ ไม่มีการเคลื่อนย้ายการชุมนุม และจะต้องมีวัตถุประสงค์ที่สุจริต ไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ไม่ขัดต่อหลักการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
2.การเดินขบวน (Demonstration) คือ การชุมนุมของประชาชนที่เดินไปตามท้องถนน เพื่อเรียกร้องสิทธิต่างๆ ต่อรัฐ โดยมีการเคลื่อนย้ายการชุมนุมเดินขบวนไปยังสถานที่ต่างๆ แต่จะต้องไม่ขัดต่อหลักความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ทางสาธารณะ
ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมในลักษณะไหนก็ตาม ย่อมมีผลกระทบต่อหลักการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ซึ่งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะต้องมีวิธีการขั้นตอนในการคุ้มครองดูแลให้เหมาะสม และมิให้กระทบถึงสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น
3.เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญไทย
ประเทศไทยได้ยอมรับหลักการในการคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบมาช้านาน สังเกตได้จากรัฐธรรมนูญในอดีตหลายฉบับหรือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยถือว่าในการปกครองระบอบประชาธิปไตย การชุมนุมโดยสงบเป็นพื้นฐานของการแสดงออก ซึ่งสิทธิในการชุมนุมของประชาชนเพื่อประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการกำหนดเจตจำนงของตนในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชน และแสดงความคิดเห็นหรือเจตจำนงดังกล่าวให้รัฐได้รับทราบ เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไป เสรีภาพดังกล่าวนี้มีความสอดคล้องกับสิทธิเสรีภาพอื่นตามรัฐธรรมนูญด้วย อาทิ เสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการพูด เสรีภาพในการเดินทาง เสรีภาพในการเขียน เสรีภาพในการพิมพ์และเผยแพร่เอกสารสิทธิในการเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ ฯลฯ ทั้งนี้ รัฐจะต้องงดเว้นการเข้าแทรกแซงในการชุมนุมโดยสงบนั้นๆ ในทุกรูปแบบ และต้องอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการชุมนุมโดยสงบด้วย
สำหรับรัฐธรรมนูญของประเทศไทยในฉบับปัจจุบัน ได้บัญญัติรับรองไว้อย่างชัดเจน ในมาตรา 63 วรรคแรก ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” อย่างไรก็ดี การชุมนุมของประชาชนตามมาตรา 63 วรรคแรกนั้น อาจตกอยู่ในเงื่อนไขบางประการ ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์ของสาธารณชน ดังนั้น มาตรา 63 วรรคสอง จึงบัญญัติว่า “การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือประเทศใช้กฎอัยการศึก”
จากที่กล่าวมาข้างต้น ถือได้ว่าเป็นวิถีการคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญไทย ในปัจจุบัน
4.เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบตามกฎหมายต่างประเทศ
เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ หรือที่เรียกว่า Freedom of Assembly ในต่างประเทศเองได้มีการบัญญัติรับรองไว้ทั้งกฎหมายภายใน หรือตามสนธิสัญญาในหลายฉบับ ซึ่งอาณาอารยประเทศที่เป็นภาคี ล้วนต้องปฏิบัติตาม อาทิ
4.1 ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ค.ศ.1948 (The Universal Declaration of Human Right 1948) (UDHR) มาตรา 20 (1) บัญญัติว่า บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพแห่งการชุมนุมและการสมาคมโดยสงบ
4.2 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิของพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ค.ศ.1966 (International Covenant on civil and Political Right 1966) (ICCPR) ข้อ 21 บัญญัติว่า สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับการรับรอง การจำกัดการใช้สิทธินี้จะกระทำมิได้ นอกจากจะกำหนดโดยกฎหมาย และเพียงเท่าที่จำเป็นสำหรับสังคมประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์แห่งความมั่นคงของชาติ หรือความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยของสังคม การสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชน หรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น
4.3 European convention on Human Rights (ECHR) มาตรา 11 บัญญัติว่า เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม รวมถึงการเข้าร่วมในเขตการค้า จะถูกจำกัดมิได้ ทั้งนี้นอกจากกฎหมายจะบัญญัติไว้ และเพียงเท่าที่จำเป็นสำหรับสังคมประชาธิปไตย
4.4 American convention on Human Rights มาตรา 15 บัญญัติว่า เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธย่อมได้รับการคุ้มครอง การจำกัดการใช้สิทธินี้จะกระทำมิได้ นอกจากจะกำหนดโดยกฎหมาย และเพียงเท่าที่จำเป็นสำหรับสังคมประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์แห่งความมั่นคงของชาติ หรือความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยของสังคม การสาธารณสุข หรือศีลธรรม หรือสิทธิเสรีภาพอื่นๆ
จากที่กล่าวมาข้างต้น ถือเป็นวิถีการคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมตามกฎหมายระหว่างประเทศในปัจจุบัน นอกจากนี้ในบางประเทศเองก็ได้มีการกำหนดอยู่ในกฎหมายภายในของประเทศ ในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุม อาทิ
- ประเทศแคนาดา ได้บัญญัติไว้ใน The Constitution Act, 1982 มาตรา 2 (C)
- ประเทศฝรั่งเศส ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ที่เรียกว่า The Nouveau Code Penal มาตรา 431-1 (แต่มีลักษณะเป็นบทลงโทษทางอาญา ในกรณีที่การชุมนุมนั้นกระทำโดยมีลักษณะเป็นการข่มขู่ ต้องระวางโทษจำคุก 1 ปี หรือปรับ 15,000)
- ประเทศฮ่องกง ได้บัญญัติไว้ใน Basic Law มาตรา 27
- ประเทศ Iran ได้บัญญัติไว้ใน The constitution of Islamic Republic of Iran มาตรา 27
- ประเทศสเปน ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 21
- ประเทศสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ได้มีการบัญญัติรับรองไว้ใน The Constitution of Ireland มาตรา 40.6.1 ii โดยต้องเป็นการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ และต้องไม่เป็นการรบกวนแก่บุคคลทั่วไปด้วย
นอกจากที่กล่าวมาข้างต้น ก็ยังพบอีกหลายประเทศ ที่ได้มีการบัญญัติเสรีภาพดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น ประเทศสวีเดน อิตาลี ฟินแลนด์ และประเทศลักเซมเบิร์ก
5.บทวิพากย์เสรีภาพในการชุมนุมของประเทศไทย
หากกล่าวถึงประวัติศาสตร์ในการชุมนุมของประชาชนในประเทศไทย อาจต้องย้อนไปถึงเหตุการณ์ในอดีตมากมาย อาทิ
- ในปี พ.ศ.2493 มีการเคลื่อนไหวมวลชนครั้งใหญ่ จากกลุ่มปัญญาชน นักศึกษา เนื่องจาก จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ลงนามเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา และส่งทหารไปร่วมรบในสงครามเกาหลี กลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านการเข้าร่วมรบดังกล่าว เรียกตัวเองว่า “ขบวนการสันติภาพ” ได้เคลื่อนไหวขอการสนับสนุนจากประชาชนให้มาร่วมลงมือคัดค้าน ปรากฏว่ามีประชาชนลงชื่อคัดค้านนับแสนคน ถือได้ว่าเป็นขบวนการแรกที่มีจุดประสงค์ให้ประชาชนจำนวนมากเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง
- เดือนกันยายน 2500 มีการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง และมีการเคลื่อนตัวไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อคัดค้านการเลือกตั้งที่ทุจริต เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2500 โดยมีการเรียกร้องให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ ลาออกจากตำแหน่ง โดยมี พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ร่วมในการชุมนุมดังกล่าวด้วย พร้อมกับการกล่าววาจาอมตะก่อนสลายตัวว่า “พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ”
- เหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 หรือ วันมหาวิปโยค เป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาและประชาชนในประเทศไทย มากกว่า 5 แสนคน ได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลเผด็จการ จอมพลถนอม กิตติขจร
- เหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 เป็นเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มที่รัฐให้การสนับสนุน ได้เข้าไปล้อมจับกุมและสังหารนักศึกษาและประชาชน ภายในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งกำลังชุมนุมประท้วงเพื่อขับไล่ให้ จอมพลถนอม กิตติขจร ออกนอกประเทศ ในเหตุการณ์ครั้งนี้ ตำรวจตระเวนชายแดน นำโดย ค่ายนเรศวรจากหัวหิน กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน ตำรวจ และกลุ่มคนที่ตั้งโดยงบ กอ.รมน. คือ กลุ่มนวพล และกลุ่มกระทิงแดง ได้ใช้กำลังอย่างรุนแรงในการจับกุมประชาชน ทำให้มีผู้ที่บาดเจ็บ เสียชีวิต และสูญหายเป็นจำนวนมากในเหตุการณ์ครั้งนี้
และเหตุการณ์ครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นคือ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ระหว่างวันที่ 17-20 พฤษภาคม 2535 เหตุการณ์ครั้งนี้เริ่มต้นมาจากเหตุการณ์รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 หรือ 1 ปีก่อนหน้าการประท้วง ซึ่ง รสช. ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาล ซึ่งมี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลหลักว่า มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างหนักในรัฐบาล และรัฐบาลพยายามทำลายสถาบันทหาร
โดยหลังจากยึดอำนาจ คณะ รสช. ได้เลือก นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้น รวมทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 20 คน เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หลังจากร่างรัฐธรรมนูญสำเร็จได้มีการเสนอชื่อ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ซึ่งเมื่อได้รับพระราชทานแต่งตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว ก็เกิดความไม่พอใจของประชาชนในวงกว้าง เพราะก่อนหน้านี้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “ตน และ พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล จะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ” แต่ภายหลังกลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ตรงกับที่เคยพูดไว้
เหตุการณ์ครั้งนี้จึงได้เป็นที่มาของประโยคที่ว่า “เสียสัตย์เพื่อชาติ” และเป็นหนึ่งในชนวนให้ฝ่ายที่คัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำการเคลื่อนไหว นำไปสู่การเคลื่อนไหวคัดค้านต่างๆ ของประชาชน รวมถึงการอดอาหารของ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง (หัวหน้าพรรคพลังธรรมในขณะนั้น) และนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดในที่สุด
ภาสพงษ์ เรณุมาศ
เจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ 5 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
หมายเหตุ* บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิได้เกี่ยวข้องกับสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
ที่มา :
http://www.prachatouch.com/content.php?id=6850